บทที่ 3 [ตอนที่ 2]
[ตอนที่ 2]
“ร่างของผมหายไปไหน”
ยังไม่ทันจะครบสิบนาทีอย่างที่บอกไว้ ร่างสูงของปราณัฐน์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องพักฟื้นพร้อมเสื้อผ้าชุดใหม่ในมือ เขาเดินตรงมาที่เตียงด้วยท่าทางคล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติ แต่อาจจะเป็นธรรมชาติเกินไปสำหรับคนที่ไม่ชินอย่างปรวีร์
ทันทีที่มือหนาของปราณัฐน์เอื้อมมาหมายจะช่วยปลดสายเชือกผูกเสื้อโรงพยาบาลออก ผู้กองวีร์ในร่างนุ่มนิ่มก็สะดุ้งสุดตัวและกระโจนลงจากเตียงทันทีราวกับเจอของร้อน
“จะเปลี่ยนเอง รอแป๊บเดียว”
ปรวีร์คว้าเสื้อผ้ามากอดไว้แน่น แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“ตัวเล็ก อย่าล็อกประตูห้องน้ำนะ” ปราณัฐน์ชะงักมือพลางกำชับด้วยความเป็นห่วงตามประสาคนเพิ่งช่วยชีวิตแฟนขึ้นมาจากสระ
“รู้แล้ว ๆ แป๊บเดียว”
ปรวีร์ก้าวฉับ ๆ เข้าไปในห้องน้ำ เขาปิดประตูลงพร้อมกับบ่นพึมพำ
“จะห่วงอะไรนักหนา หลิวอะไรนี่ก็ไม่ใช่เด็กสักหน่อย”
เขาถอดชุดคนไข้ออกแล้วรีบใส่เสื้อผ้าที่ปราณัฐน์หยิบมาให้ แต่พอส่องกระจกดูตัวเองในชุดลำลองอีกครั้ง เขาถึงกับต้องอุทานออกมา
“ให้ตายเถอะ ผู้ชายอะไรวะ”
ปรวีร์จ้องมองภาพสะท้อนของ ‘หลิว’ ในกระจกที่ดูอย่างไรก็ช่างห่างไกลจากภาพลักษณ์นายตำรวจสายสืบที่เขาเคยเป็นเหลือเกิน
“ตัวเล็ก เสร็จหรือยังคะ” เสียงทุ้มตะโกนถามมาจากหน้าห้องน้ำ
“โอ๊ย ๆ แป๊บเดียว เสร็จแล้ว ๆ”
ปรวีร์รีบจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ก่อนจะเปิดประตูออกไป แต่ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เขาก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าอีกคนยืนจ่ออยู่ตรงหน้าในระยะประชิด ใบหน้าคมคายที่ปรวีร์แอบยอมรับในใจว่าหล่อมากอยู่ห่างออกไปเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น
“กระโดดไปกระโดดมา เดี๋ยวก็หน้ามืดเป็นลมเป็นแล้ง”
ปราณัฐน์ดุไม่จริงจังนักเมื่อเห็นว่าคนรักผงะและถอยกรูดออกไปเมื่อเห็นหน้าเขา
“บ่นเป็นลุงเลย อายุเท่าไหร่เนี่ย” ปรวีร์ย้อนถามพลางทำหน้ามุ่ย
“ไปครับ เดี๋ยวจะยิ่งดึก”
ปราณัฐน์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับยกมือหนาขึ้นวางบนศีรษะของคนตัวเล็กกว่าแล้วลูบเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู แค่นั้นยังไม่พอชายหนุ่มยังทำเอาปรวีร์ยืนตัวแข็งทื่อเป็นหิน เมื่ออีกฝ่ายโน้มตัวลงมาจุ๊บที่แก้มเบา ๆ
ผู้กองหนุ่มถึงกับไปไม่เป็น สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ เกิดมาไม่เคยถูกผู้ชายคนไหนหอมแก้มมาก่อน แต่ที่เขาไม่รู้สึกรังเกียจเท่าที่ควรจะเป็น
“ไปครับ ตัวเล็ก”
ปราณัฐน์ยิ้มกว้างก่อนจะจูงมือคนตัวเล็กออกจากห้องพักฟื้น ปรวีร์ที่ยังเบลอกับสัมผัสเมื่อครู่ปล่อยให้อีกฝ่ายกระเตงไปตามทาง รู้สึกตัวอีกทีเขาก็นั่งแหมะอยู่บนเบาะข้างคนขับในรถคันหรูเสียแล้ว
กลิ่นหอมสะอาดภายในรถสอดคล้องกับบุคลิกของผู้เป็นเจ้าของไม่มีผิดเพี้ยน ปราณัฐน์เอี้ยวตัวเข้ามาหาเพื่อคาดเข็มขัดนิรภัยให้ ระยะห่างที่ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจบวกกับรอยยิ้มอบอุ่นที่ส่งมาไม่หยุด ทำเอาหัวใจในอกข้างซ้ายของร่างนี้เต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง
“เป็นอะไรคะ ตัวเล็ก”
ปราณัฐน์ถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่ดูเลิ่กลั่กผิดปกติ ปรวีร์เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเสมองไปทางอื่น
“ไปเถอะ” ปรวีร์เอ่ย
“ถ้าง่วง หรือไม่ไหว บอกนะคะ”
ปราณัฐน์กำชับเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเคลื่อนรถออกสู่ถนนใหญ่
ปรวีร์ทำได้เพียงพยักหน้าเบา ๆ สายตามองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างรถ ใจหนึ่งก็วุ่นวายกับความแปลกใหม่ที่เห็นจากผู้ชายตรงหน้า แต่อีกใจที่แน่วแน่กว่ากลับพุ่งตรงไปยังตึกร้างที่รังสิต สถานที่ที่ความลับเรื่องชีวิตและตายของเขายังคงรอการเปิดเผยอยู่ใต้เงามืด
ปราณัฐน์ขับรถหรูฝ่าความมืดเข้ามาจนถึงเขตพื้นที่รกร้างแถวรังสิตตามที่คนรักบอก ยิ่งลึกเข้าไป บรรยากาศก็ยิ่งชวนขนลุกจนคนที่ไม่คุ้นชินกับสถานที่แบบนี้อย่างเขาต้องขมวดคิ้วด้วยความระแวง
ทันทีที่รถจอดสนิทและหลิวทำท่าจะพุ่งตัวลงไป มือหนาก็คว้าข้อมือเล็กไว้
“ตัวเล็ก ตรงนี้มันเปลี่ยวมากนะครับ จะลงไปจริง ๆ เหรอ”
“มีคนที่อาจจะต้องการความช่วยเหลืออยู่ข้างใน”
ปรวีร์ตอบเสียงเครียด แววตามุ่งมั่นจนปันสังเกตเห็น
“ใครครับ”
“ตำรวจคนหนึ่ง คนที่ผมรู้จัก เขาถูกยิงแล้วหนีเข้ามาหลบในนี้”
ปราณัฐน์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
“งั้นรอแป๊บหนึ่งนะครับ พี่ปีนจะหยิบปืนไปด้วย พี่ปันแยกตัวปืนกับกระสุน ประกอบก่อน พี่ปันไม่ค่อยถนัด”
ปรวีร์มองดูคนรักของเจ้าของร่างที่กำลังเงอะงะกับการประกอบอาวุธปืนด้วยความขัดใจ สัญชาตญาณมือปราบที่ถูกฝึกมาอย่างดีทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปหา
“ส่งมาครับ”
“ไม่เอาค่ะ ไม่ใช่ของเล่น” ปราณัฐน์ดุเบา ๆ โดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง
“เอามาเถอะ ผมใช้เป็น ผมประกอบให้ก็ได้ อย่าลีลาได้ไหม เขาโดนยิงไปสองนัดนะ เร็วหน่อยได้ไหม”
เสียงตวาดของคนรักทำให้ปราณัฐน์ชะงักและยอมส่งปืนให้แต่โดยดี ปรวีร์หยิบมาประกอบด้วยความรวดเร็วและความแม่นยำ ปราณัฐน์ได้แต่ยืนอึ้ง
“ไปกัน” ปรวีร์เอ่ยหลังประกอบปืนเสร็จ
“ค่ะ ๆ ไปกันเถอะ”
เมื่อทั้งคู่ลงจากรถ ปรวีร์ไม่รอช้า เขารีบวิ่งตรงไปยังจุดที่เขาจำได้แม่นยำว่าเป็นที่ที่เขาใช้พรางตัวหลบกระสุนก่อนหมดสติ แต่เมื่อมาถึงกลับไร้วี่แววของร่างร้อยตำรวจเอกปรวีร์ มีเพียงกองเลือดที่กำลังจะแห้งกรังและส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
“ไปไหน” ปรวีร์พึมพำกับตัวเองด้วยความสับสน
“คนที่ตัวเล็กจะมาหาคือเจ้าของเลือดกองนี้เหรอคะ”
ปราณัฐน์เดินตามเข้ามาถามพลางยกมือขึ้นปิดจมูก
“ใช่”
“เขาโดนยิงตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ช่วงบ่ายของวันนี้”
ปรวีร์ตอบพลางกวาดสายตาสำรวจรอบ ๆ อย่างละเอียด
ปราณัฐน์ก้มลงมองร่องรอยบนพื้นปูนแล้ววิเคราะห์เสียงเครียด
“คนที่มาพาเขาไปไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ไม่ใช่กู้ภัย”
คำพูดของปราณัฐน์ไม่ได้ต่างไปจากที่ปรวีร์คิด หรือว่าบอดี้การ์ดของไอ้สารเลวนั้นมันหาเขาเจอ และพวกมันเอาศพของเขาไปทำลาย ความคิดด้านลบพุ่งเข้าจู่โจมจนมือเรียวสั่นเทา
“แจ้งความไหมคะ”
ปราณัฐน์ถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นสีหน้าของคนข้าง ๆ
“ขอยืมมือถือหน่อยครับ ผมอยากใช้มือถือ”
“ลงไปโทรที่รถดีไหม ตรงนี้มันดูไม่ปลอดภัยเลยค่ะตัวเล็ก”
ปรวีร์พยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว ในหัวของเขาตอนนี้มีเพียงเบอร์เดียวที่ต้องการจะโทรหา คือเบอร์ของคู่หูที่เขาไว้ใจที่สุด เขาต้องการตรวจสอบให้แน่ใจว่าร่างของเขาถูกใครเอาไป และที่สำคัญ เขายังมีโอกาสได้กลับไปเป็น ‘ผู้กองวีร์’ คนเดิมอยู่หรือไม่
ทันทีที่ลงมาถึงรถ ปราณัฐน์ก็แทบจะอุ้มคนรักเข้าไปในรถก่อนจะยื่นมือถือให้ ปรวีร์กดเบอร์ที่เขาคุ้นเคยที่สุด เสียงสัญญาณรอสายดัง ปรวีร์ลุ้นจนแทบหยุดหายใจ จนกระทั่งปลายสายกดรับ
[ครับ]
เสียงเข้มที่คุ้นเคยดังขึ้น ทำให้ปรวีร์เกือบจะหลุดปากเรียกออกไป
“รุจ... กูเอง”
ปรวีร์กระซิบเสียงเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แววตาคอยชำเลืองมองคนข้าง ๆ เป็นระยะ
[กูไหน]
ผู้กองรุจถามกลับด้วยน้ำเสียงระแวง
“วีร์”
[คุณครับ ผมไม่ว่างมาคุยเล่นนะครับ คุณมีอะไรครับ แล้วมีเบอร์ส่วนตัวผมได้ยังไง]
น้ำเสียงห่างเหินของเพื่อนสนิททำเอาปรวีร์ใจเสีย เขาลืมไปว่าตอนนี้เสียงที่หลุดออกไปมันคือน้องหลิวหน้าหวาน ไม่ใช่ผู้กองวีร์คนเดิม
“กูวีร์ไงรุจ” ปรวีร์พยายามย้ำ แต่ปลายสายสวนกลับมาทันที
[ผมจำเสียงเพื่อนตัวเองได้ครับ และเขาไม่ใช่คุณแน่ ๆ]
ปรวีร์กัดริมฝีปากจนเจ็บ เขาต้องคุมสติเอาไว้ไม่ให้เตลิดไปมากกว่านี้
“รุจ! กูต้องการความช่วยเหลือ กูโดนยิง”
[ไม่เข้าใจครับ]
ผู้กองรุจยังคงยืนยันคำเดิม ความสับสนเริ่มทำให้บทสนทนาตึงเครียด ปรวีร์คิดว่าทำยังไงเพื่อนก็คงไม่เชื่อแน่นอน เขาจึงตัดสินใจอธิบายให้ปลายสายเข้าใจไปอีกแบบ
“ตำรวจที่ชื่อปรวีร์โดนยิง ตอนแรกผมเห็นเขาอยู่ตรงนี้ แล้วพอมาอีกที เขาไม่อยู่ตรงนี้แล้ว ผมเห็นแค่กองเลือด คุณติดต่อเขาได้ไหม”
ปรวีร์เปลี่ยนสรรพนามเพื่อไม่ให้ดูแปลกเกินไป แต่ความร้อนรนทำให้ก็ทำให้เขายั้งปากไม่ได้
“เชี่ยรุจ คนกำลังจะตาย มึงมาเล่นแง่อะไร ไอ้เต่าเผือก”
ปลายสายเงียบกริบไปอึดใจใหญ่ ฉายาลับที่มีแค่พวกเขาสองคนเท่านั้นที่รู้ ทำให้รุจถึงกับชะงัก
[ใครวะ]
“วีร์เพื่อนมึง กูอธิบายตอนนี้ไม่ได้ ตึกร้างตรงรังสิต เขตคลองหลวง ส่งคนมาหากูที”
ปรวีร์รัวคำพูดใส่โทรศัพท์ ดวงตาคอยจ้องปันที่ดูเหมือนจะเริ่มสงสัยท่าทางของเขา
[อ่า...] เสียงของรุจเริ่มเปลี่ยนไป ปรวีร์รับรู้ได้ว่าเพื่อนของเขาทั้งตกใจและสับสน
“กูโดนยิงไปสองนัด ส่งคนมาให้ไว กูไม่อยากตาย ช่วยเข้าใจกูด้วย”
[อ่า... เค จะส่งคนไป]
ปรวีร์รีบกดวางสายทันทีเมื่อเห็นปราณัฐน์เริ่มลดความเร็วรถลง เขาหัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุอก มือเล็กสั่นเทาขณะส่งโทรศัพท์คืนให้เจ้าของร่างสูงที่มองมาด้วยสายตาตั้งคำถาม
หลังจากจัดการส่งคนรักเข้าสู่นิทราได้สำเร็จ ปราณัฐน์ก็นั่งจมอยู่กับความเงียบในห้องพักฟื้น ความสับสนที่สะสมมาตลอดหลายชั่วโมงมันหนักอึ้งจนเขาต้องระบายออกมา นิ้วเรียวกดโทรออกไปหาเพื่อนสนิทของตัวเอง
[มีอะไรวะ]
รอสายอยู่ไม่นานนัก เดี่ยว หรือ ยศพัทธ์ เรืองฤทธิเดช ก็รับสาย ปราณัฐน์ชำเลืองมองร่างบอบบางบนเตียงที่หลับปุ๋ยไปแล้วด้วยความรู้สึกหน่วงในอก
“เมื่อกี้หลิวให้พาไปแถวรังสิตมา ไปตึกร้างที่โคตรจะเปลี่ยว แล้วยืมมือถือกูโทรหาใครก็ไม่รู้”
[ไปทำไม แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน]
“ตอนนี้กลับมาที่โรงพยาบาลแล้ว หลิวหลับไปแล้ว”
ปราณัฐน์ถอนหายใจยาว แววตาเต็มไปด้วยความกังวลขณะนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา
“กูพยายามคิดว่าที่หลิวเป็นตอนนี้ มันเพราะหลิวหมดสติไป หยุดหายใจไป อาจจะมีความทรงจำที่ติด ๆ ขัด ๆ แต่ว่าที่หลิวให้พาไป คนที่หลิวโทรหา มันเป็นเรื่องเป็นราว คือมึงเข้าใจไหม หลิวพากูวิ่งขึ้นไปบนตึกร้าง บนชั้นสอง ห้องที่เท่าไหร่ไม่รู้แบบที่ไม่มีลังเล ที่นั่นก็มีกองเลือด กลิ่นเลือดยังคลุ้งอยู่เลย”
ยศพัทธ์ถึงกับขมวดคิ้วตาม สถานการณ์มันเริ่มฟังดูน่ากลัวเกินกว่าจะเป็นแค่คนความจำเสื่อม
“ตอนหลิวตื่นขึ้นมา หลิวเรียกตัวเองว่าวีร์ หลิวก็ชะงักตอนที่กูจุ๊บแก้ม เขาดูงง พอกลับจากรังสิตคือหลิวซึมไปเลย คุยกะกูก็ไม่คุย”
หัวใจของปราณัฐน์กระตุกวูบเมื่อนึกถึงตอนที่สัมผัสแก้มเนียน ในช่วงหลัง ๆ หลิวที่เขารู้จักจะเอียงหน้ามารับสัมผัสอย่างออดอ้อน ไม่ใช่ทำหน้าเหมือนโลกกำลังจะถล่มและมองเขาด้วยสายตาคนแปลกหน้าแบบนั้น ทว่ายังไม่ทันจะได้คุยอะไรต่อ เบอร์โทรที่หลิวโทรออกก่อนหน้านี้ก็โทรกลับเข้ามา
“แป๊บนะมึง คนที่หลิวโทรหาโทรกลับมา”
ปราณัฐน์จ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ที่โชว์เบอร์แปลกซึ่งหลิวเพิ่งใช้โทรออกไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน มือหนาสั่นเล็กน้อยขณะที่เขาลุกขึ้นเดินเลี่ยงออกไปที่ระเบียงห้องพักฟื้นเพื่อรับสาย
“ครับ”
ปราณัฐน์กรอกเสียงลงไป เสียงของเขาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะมีเสียงห้าว ๆ ของผู้ชายคนเดิมที่หลิวคุยด้วยดังขึ้นมา แต่คราวนี้มันเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
[คุณเป็นใคร แล้วเจ้าของคำพูดเต่าเผือกอยู่ไหน]
“มือถือเครื่องนี้เป็นของผม แฟนของผมขอยืมใช้เพื่อโทรหาคุณ”
ปราณัฐน์ยืนพิงขอบระเบียง มือหนากำโทรศัพท์แน่นจนเห็นเส้นเลือดที่หลังมือ
[ผมขอคุยกับเขาได้ไหม] ปลายสายเอ่ย
ปราณัฐน์มองผ่านกระจกเข้าไปในห้องพักฟื้น ร่างบอบบางของหลิวนอนหลับสนิทอยู่ภายใต้แสงไฟสลัว ตัวเล็กของเขาดูเหมือนเด็กหนุ่มธรรมดาที่กำลังพักผ่อน แต่เรื่องราวที่ติดมากับตัวหลิวในตอนนี้กลับดูอันตรายและซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการถึง
“หลิวหลับไปแล้วครับ”
เขารู้สึกได้ถึงความเงียบที่ปกคลุมปลายสายชั่วขณะ ก่อนที่ผู้กองรุจจะถอนหายใจออกมาหนัก ๆ
[ครับ งั้นฝากบอกเขาด้วยครับ ว่าไม่เจอใครที่นั่นนอกจากกองเลือด]
หัวใจของปราณัฐน์กระตุกวูบ ภาพกองเลือดสีแดงฉานที่ตึกร้างนั่นผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง มันเป็นความจริงที่เขาสัมผัสมากับตา ไม่ใช่เรื่องที่หลิวคิดไปเอง
[ผมให้คนตามหาแล้ว ทั้งตึกไม่มีใคร แต่ก็ยังรอการติดต่อจากเขาอยู่]
“ครับ” ปราณัฐน์ตอบรับสั้น ๆ ในหัวเริ่มหมุนคว้างไปหมด ตกลงหลิวไปรู้จักกับตำรวจที่ชื่อปรวีร์ได้อย่างไร แล้วทำไมคนปลายสายถึงดูให้ความสำคัญกับคำพูดของหลิวขนาดนี้
[ยังไงให้เขาติดต่อกลับด้วยนะครับ] รุจย้ำเสียงเข้ม
“อ่า... ครับผม ขอบคุณที่แจ้งข่าวครับ”
หลังจากกดวางสาย ปราณัฐน์ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ความเย็นของอากาศดูจะน้อยกว่าความเย็นเยียบที่แล่นเข้าจับหัวใจ เขาเดินกลับเข้ามาในห้อง นั่งลงข้างเตียงแล้วจ้องมองใบหน้าเนียนละเอียดของคนรักอย่างพิจารณา
มือหนาเอื้อมไปสัมผัสปอยผมที่ปรกหน้าผากอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกสับสนตีรวนอยู่ในอกจนจุกไปหมด
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตัวเล็ก”
รอยยิ้มออดอ้อนแบบเดิมหายไป ท่าทางอึกอักเวลาถูกจุ๊บแก้ม หรือแววตาที่ดูเด็ดเดี่ยวและกร้านโลก มันไม่เหมือนหลิวคนเดิมที่เขารักเลย มันเกิดอะไรขึ้นกับคนตัวเล็กของเขากันแน่ หลังจากที่หลิวหยุดหายใจไปหลายนาที สมองของคนตัวเล็กได้รับความกระทบกระเทือนหรือมีอะไรที่เหนือธรรมชาติเกิดขึ้น ในเวลานี้ปราณัฐน์เจ็บปวดกับการคาดเดานี้เหลือเกิน
